Mar
13
อันเรื่องข้างล่างนี้ เป็นเรื่องที่เขียนขึ้น ยังไม่ได้มีการตรวจสอบ และปรับปรุงเนื้อหาให้เหมาะสม และถูกต้อง หากผิดพลาด ต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ
วันนี้ ก็ได้ฤกษ์ในการเขียนประสบการณ์อีกครั้ง คราวนี้ ผมมีโอกาสได้ไป รับน้อง + งานคืน ALL NIGHT ของ คณะวิทยาศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง สำหรับ คืน ๒ คืน และวัน ๓ วัน มันมีค่า เกินกว่าสิ่งใด เพราะมันคือความทรงจำ.
เวลา ๘ โมง ของเช้าวันศุกร์ที่ ๕ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๔๕ ผมก็นำของขึ้นไปเก็บ บริเวณ เหนือหอประชุม จภ. บริเวณที่เก็บกระเป๋า ก็เป็นเหมือนห้องบรรยาย คือมีที่นั่งเป็น SLOPE ไล่ลงมา ซึ่งประตูทางเข้า ก็อยู่บริเวณ ด้านล่างสุดของ SLOPE
ก่อนที่จะฝากกระเป๋า ก็นำ กระเป๋า และถุงนอน ไปติดป้ายชื่อก่อน แล้วก็นำไปวางไว้เป็นบ้านครับ สำหรับบ้าน นั้น พี่เขาจัดกลุ่มให้ มาตั้งแต่วันขึ้นบ้านใหม่ ซึ่งแต่ละบ้าน ก็มีทุกสาขา ปนคละเคล้ากันไป
“น้อง… ไม่ได้ออกค่ายนะ เอาถุงนอนมาด้วย” พี่พูดขึ้นมา ระหว่างที่กำลังเขียนป้ายชื่อเพื่อติดกระเป๋าผม.ผมก็คิดๆ ว่า เอ… แล้วพี่เขาเขียนลงไปไม่ใช่หรอ ว่าให้หาอะไรมาห่ม เพราะกลางคืนหนาวมาก แล้วเราเอาถุงนอนมาแล้วมันผิดยังไงหว่า.
หลังจากเก็บกระเป๋าของผมเสร็จ ก็ลงมาข้างล่าง แล้วก็เดินไปพร้อมกับออม ไปเก็บกระเป๋าของออมอยู่ ซึ่งสำหรับสาวๆแล้ว กระเป๋าจะเก็บไว้ที่ วท.๒-๒๐๒ หรือ SLOPE เล็ก นั้นเอง งานนี้ผมไม่ได้เข้าไปแปะป้ายชื่อหรอกนะครับ แค่ถือขึ้นไป แล้วก็ให้เจ้าตัวเดินเข้าไปเอง ถ้าผมไปทำให้ก็คงกระไรอยู่ เพราะบริเวณนั้นเรียกได้เลยว่า WOMAN AREA หลังเก็บของเสร็จแล้ว ก็ไปกินข้าวและก็ขึ้นเรียนตามปกติครับ ซึ่งจะมีนัดหมายอีกที ก็คือ เวลาประมาณ 4 โมงเย็น
คืนนี้ เป็นคืนที่เรียกว่า คืน ALL NIGHT พลังเสียง พลังกาย พลังใจ และความคิด จะถูกแสดงอย่างสุดความสามารถ ที่เราสามารถกระทำได้ คืนนี้ เปรียบเสมือน การขึ้นเวที ภายหลังจากการซ้อมมานานนับเดือน การซ้อมเชียร์ตลอด ๑ เดือนที่ผ่านมา จะบรรลุจุดประสงค์หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับคืนนี้
4 โมงเย็น พี่ๆมาตั้งโต๊ะเพื่อรอเช็คชื่อน้องๆ จากสาขาต่างๆ พร้อมกับเก็บสมุดที่พวกเราให้พี่ๆ และเพื่อนๆเซ็นกัน ภายหลังเช็คชื่อ พี่ก็จะนำปากกามาเขียนหมายเลข ที่หลังมือขวา ผมถามพี่ว่า “พี่ครับ ทำไมต้องเขียนเลขไว้ที่มือขวา” “มันแสดงถึงความศักดิ์สิทธิ์ น้อง” เป็นคำตอบที่ได้รับ ผมรู้เพียงอย่างเดียวในตอนนั้นว่า เอาแล้ว คืนนี้ พวกเราโดนจับแยกเป็นกลุ่มๆอีกแล้ว แต่… เพื่ออะไร และเพราะอะไรกัน นั้นเป็นคำตอบที่ต้องค้นหา
สำหรับผม พี่บรรจงขีดหมายเลข ๑ ฐาน อยู่ที่นิ้ว หัวหมายเลข หันมาทางลำตัว ซึ่งสถานที่ ที่หมายเลขหนึ่งไปก็คือห้องเชียร์ หรือหอประชุม จภ.นั้นเอง ส่วนหมายเลขอื่นๆ อยู่บริเวณโดยรอบหอประชุม
เมื่อเข้าห้อง ผมได้ที่นั่ง ด้านขวาสุดของหอประชุม แถวที่สอง คนที่สาม ด้านหน้า ข้างๆ และข้างหลัง ที่ผมจำได้ก็คือ นุ้ย อะตอม เบญ ก้อง หลิน ชู หนุ่ม แต่!ไม่ใช่ว่าผมจำไม่ได้ หน้าตา ผมจำได้ดี แต่ชื่อ กลับหายไปหลบอยู่มุมไหนของสมองก็ไม่ทราบ
คำถามที่พวกเราโดนถามกันก่อนเมื่อว้ากเกอร์เข้ามาก็คือ น้องทราบไหมครับ ว่าทำไมถึงโดนแยกเป็นกลุ่ม ผมก็คิดในใจว่า ในที่สุด เราคงได้รู้สักที ว่าเพราะอะไรเราจึงโดนจับแยกเป็นกลุ่มๆ เหตุผลก็คือ หมายเลขอื่น บ่งบอกว่า บางทีเขาอาจจะไม่ได้เข้า ALL NIGHT หรือ ไม่ได้เข้าเชียร์ ในช่วงเดือนที่ผ่านมา สำหรับคำตอบนี้ มาจากเพื่อนๆที่ตอบ ส่วนที่พี่ว้ากเกอร์พูด ผมกลับจำไม่ได้ รู้เพียงว่า ที่เพื่อนๆพูดมา เป็นเพียงเหตุผลส่วนหนึ่งเท่านั้น
สำหรับคืนนี้ จะมีการอัญเชิญสิ่งของสี่อย่าง เข้าสู่ห้องเชียร์ภายหลังจากที่ภารกิจเสร็จสิ้น ซึ่งกลุ่มหมายเลขหนึ่ง โดนซอยเป็นกลุ่มย่อยๆอีก โดยพี่ว้ากเกอร์ สั่งนับตลอดตั้งแต่หนึ่งถึงแปด จากนั้นก็ให้คนที่นับหนึ่งและแปด ตามพี่ว้ากเกอร์ไปก่อนหนึ่งชุด ซึ่งผมก็เป็นหนึ่ง ในผู้ที่นับหนึ่ง ส่วนกลุ่มอื่นผมไม่แน่ใจว่าพี่ว้ากเกอร์ให้จัดกลุ่มหมายเลขใดกับหมายเลขใดบ้าง
กลุ่มที่นับหมายเลขหนึ่งและแปด มารวมกันจัดแถวอยู่หน้าตึกซ่อมสร้าง พี่ว้ากเกอร์ ขอให้ตัวแทนคนหนึ่ง ออกไปถือพานดาวเรือง ซึ่งภายหลังได้กำหนดข้อกำหนดขึ้นมาว่า ต้องให้คนทั้งหมดถือพานดาวเรือง จึงจะนำดอกดาวเรืองไปที่หน้าพระบรมรูปรัชกาลที่สี่ เวลาเราร้องเพลงเสียงดัง พร้อมเพรียง ก็จะให้ส่งต่อไปยังคนถัดไป แต่หาก ร้องไม่พร้อมกัน ก็จะมีการให้ส่งกลับ ตอนหลังเราจึงพยายามเชิญเพลง ที่เราต่างคิดกันว่า พวกเราร้องได้พร้อมเพรียงกันทุกคน
เราวิ่งไปเรื่อยๆจากหน้าตึกซ่อมสร้าง วิ่งขึ้นสะพานลอยหน้าคณะวิทยาศาสตร์ และวิ่งไปหน้าพระบรมรูปรัชกาลที่สี่ จากนั้น เราได้ฝากของทั้งสี่ ไว้ที่หน้าพระบรมรูปรัชกาลที่สี่ และกลับมาที่โรงอาหารวิทยาศาสตร์ เพื่อกินข้าวเย็นกัน
อาหารมื้อแรก ผมจำไม่ได้แล้วว่ามีอะไรบ้าง รู้แต่ว่า จานแต่ละจานที่ส่งมา จะมีอาหารไม่เหมือนกัน บางจานมีไส้กรอก ไม่มีแตงกวา บางจานก็มีทั้งสองอย่าง หรือบางจานก็มีแต่ข้าวเปล่าๆ ซึ่งการกินข้าว ก็จะนั่งเป็นแถวยาว แบ่งเป็นบ้านๆ มื้อแรก เราได้นั่งคู่กะเจมส์ ข้างๆเป็นเด็ก BIOTECH ชื่อปัง ส่วนอีกคนลืมชื่อ และก็จ๋า ด้วย แต่จำสาขาไม่ได้ คือที่ ปังได้ เพราะว่า เขาทำมือเป็นรูปปืน เราก็เลยถามว่าชื่อปืนหรือ เขาก็บอกไม่ใช่ ชื่อปัง แล้วมันผิดไหมที่เราทายว่าชื่อปืน คนชื่อปืนก็มีนี่นา
หลังกินข้าวเสร็จก็ไปเข้าห้องน้ำเรียบร้อย ก็เห็นเพื่อนๆยังนั่งร้องเพลงกันอยู่ บริเวณที่ปกติเขาเตะฟุตบอลกัน แต่เขาไม่ให้เข้าไปร้องกับเพื่อนข้างใน เลยได้แต่ยืน บริเวณ พื้นต่างระดับ หรือบริเวณหน้าล๊อกเกอร์ ร้องเพลง ตามที่เพื่อนเขาเชิญ.เราร้องกันอยู่ได้สักพัก พี่ STAFF ก็ไล่ บอกว่าให้ไปที่ห้องเชียร์ได้แล้ว ไม่งั้นงาน ALLNIGHT ก็จะไม่เกิด และเพื่อนๆก็จะไม่ผ่านกันทั้งหมด เราก็เลยต้องเดินเข้าห้องเชียร์ไป
เรานั่งรอกันได้สักพัก พี่ 3 คนก็เดินเข้ามา สีหน้าเคร่งเครียด เดินมาตรงหน้าเวที “น้อง น้องรู้ไหมว่าข้างนอกเกิดอะไรขึ้น ตอนนี้งานมันไม่เป็น STEP อีกแล้ว” ว่าแล้วพี่เชษฐ์ก็ร้องไห้ ไอ้เราก็ เอ…พวกเราไปทำอะไรผิดกันหรอ ทำให้งานตอนนี้ไม่ได้เป็นขั้นตอน “น้องครับ น้องรู้ไหมว่า ตอนนี้เพื่อนๆของน้องกำลังทำอะไรกันอยู่ข้างนอก” เสียงพี่อีกคนพูดขึ้น
ภายหลังเรางงธรรมดา เรายิ่งงงหนักเข้าไปใหญ่เลย ว่าเพื่อนๆที่อยู่ข้างนอก เขาทำอะไรผิดหรือ ใครยังไม่ได้เข้าแล้วไปต่อยกับพี่ๆหรือ งานเลยไม่เป็น STEP. หรือว่าจริงๆเราต้องพยายามช่วยเพื่อนอยู่ข้างนอกแม้ว่า พี่ๆ STAFF จะไล่ให้ไปเข้า ALLNIGHT กันอย่างเต็มที่
ไม่ทันจะคิดเป็นอย่างอื่นไกล ก็มีเพื่อนตอบขึ้นมาว่าเพื่อนๆกำลังเชียร์กันอยู่ข้างนอก “น้องไม่คิดจะไปช่วยเพื่อนน้องหรือครับ” เราก็ยังงงเหมือนเดิม ว่า แล้วทำไมเมื่อกี้ช่วยอยู่ดีๆ พี่ๆ STAFF ต้องมาไล่เรามาด้วย เรากลับออกไปช่วยเพื่อนร้องเพลงอีกครั้งหนึ่ง
ก็อีกหนะแหละ ร้องได้สักพัก คราวนี้พี่ว้ากเกอร์ชุดอาชีพ ก็วิ่งมาเลย วิ่งมาบอกให้เข้าห้องเชียร์ เขาถามพวกเราว่า พวกเรา ไว้ใจเพื่อนของพวกเราไหมว่าเขาต้องทำได้ เขาจะไปรวมอยู่กับพวกเราในห้องเชียร์ได้ ถ้าไว้ใจก็กลับห้อง แต่ถ้าไม่ไว้ใจเพื่อนของน้อง ก็อยู่ที่นี่. ประโยคถามมาอย่างนี้ เราก็ต้องกลับสิครับ เพราะว่าเราเชื่อมั่น และไว้ใจเพื่อนของเรา ว่าเขาจะต้องทำได้
กลับมายืนเป็นระเบียบที่ห้องเชียร์อีกครั้ง “คุณรู้ไหมว่า คุณกำลังทำอะไรอยู่ คุณเข้าเชียร์ทุกครั้งเพื่ออะไร ไม่ใช่เพื่อวันนี้หรือ ขอให้น้องๆก้าวเดินเพื่อจุดหมายต่อไป เพื่อนๆของน้องข้างนอก พยายามก้าวเดินมา เพื่อเดินร่วมไปพร้อมกับน้องอยู่” “น้องสัญญากับพี่ได้ไหมครับ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น น้องจะต้องก้าวเดินต่อไป ในใจจะต้องมีคำว่าต้องทำได้ และได้ เท่านั้น น้องจะต้องทำมันสำเร็จ” แน่นอนว่าสิ่งที่พี่พูด ก็คือความปรารถนาของน้องๆเช่นกัน จึงไม่ลังเลใจเลยที่จะตอบกลับไปว่า “ได้ครับ”
และแล้วชุดว้ากเกอร์อาชีพ ที่เราๆเรียกกัน หรือจริงๆก็คือ STAFF กลาง ก็เดินออกนอกห้อง ส่วนพวกเรา เตรียมรอรับ พี่ STAFF ของแต่ละชั้นปี มาดูความเต็มที่ของพวกเรา สำหรับพี่ชั้นปีที่สอง ได้ขอตัวแทนพวกเรา ๒๑ คน ผมก็เลยออกไปเป็นตัวแทนด้วย สำหรับตัวแทน เขาให้ถือเทียนคนละเล่ม ซึ่งรวมแล้วก็จะเท่ากับยี่สิบเอ็ดเล่มพอดี เทียนแต่ละเล่ม จะถูกจุดขึ้นมาด้วยพี่ๆรุ่น ๒๐ จนกว่าเทียนจะถูกจุดครบ ๒๐ เล่ม พี่ๆจึงจะยอมรับความเป็นรุ่น
เทียน บางครั้ง ก็ถูกจุด และบางครั้งก็ถูกดับลง แต่ในที่สุดเทียนทั้งยี่สิบเอ็ดเล่มก็ถูกจุดขึ้นทั้งหมด พี่รุ่น ๒๐ ก็ร้องเพลงประจำรุ่น และบูม SCIENCE 21 ครั้ง
เสียงเฮฮาดังขึ้นอีกครั้ง เมื่อกลุ่มพี่สันฯ มาเรียกความฮา ภายในห้อง ภายหลังพี่ STAFF ปีสี่ออกและบอกให้หลับตาไว้ พี่สันฯเข้ามาขณะหลับตา แล้วบอกว่าห้ามลืมตา เราก็หลงเชื่อไปเสียพักนึง จนทนไม่ไหวกับความฮา ลืมตาขึ้นมา และด้วยการสนับสนุนจากแลคตาซอย ทำให้มื้อนี้ มีนมกินตกถึงท้อง แก้ความหิวโหยไปได้
เมื่อแก้ความหิวโหยไปได้ระดับนึง ก็ถึงเวลาที่เราจะต้องเดินต่อ เพราะนี่เป็นเพียงแค่การหยุดพัก ระหว่างทาง ตัวแทนพี่มหาบัณฑิตเข้ามา พี่บอกว่าอยากเห็นว่าน้องสามารถรวมกันได้ ทำอะไรร่วมกัน อยากเห็นความเป็นรุ่น พวกเราจึงลงความเห็นว่าจะออกไปร้องเพลงร่วมกับเพื่อนๆข้างนอก เพื่อให้พี่ๆได้เห็น.
ข้างนอกนั้นมีเพียงแสงไฟเพียงเล็กน้อยจากหลอดไฟหน้าตึก จภ. เพื่อนของเรา ยังคงร้องเพลงอย่างเต็มที่กันอยู่ที่นั้น สิ่งที่สัมผัสได้ทันที ที่ออกจากห้องเชียร์นั้นก็คือ ภัยร้าย จ้องเจาะกินเลือดของเพื่อนเราอยู่ทุกๆคน ยุงเป็นภัยร้ายที่กล่าวถึง และมีจำนวนมากยิ่งนัก นี่ขนาดแค่เราออกไปเพียงแป๊ปเดียว ยังโดนยุงกัดเป็นตุ่มกว่าสิบ แล้วเพื่อนๆที่อยู่ข้างนอกตลอดเวลาเล่า เป็นเช่นไร นึกแล้วก็สงสารยิ่งนัก
เรากลับเข้าไปในห้องอีกครั้ง ตามที่พี่บอกให้กลับเข้าไป ถ้าหากผมไม่ตกเหตุการณ์ใดไป ห้องเชียร์ก็เริ่มดับไฟอีกครั้ง พี่ STAFF กลาง หรือว้ากเกอร์อาชีพ ก็เข้ามา แล้วก็อัญเชิญสิ่งของสี่สิ่งกลับเข้าสู่ห้องเชียร์
คืนนี้ ท้องฟ้ามืดมิด ไม่มีหมู่ดาว หรือแสงใด หลุดลอดมาจากท้องฟ้า ให้ผู้คนได้ชื่นชม แต่ คืนนี้ มีแสงเทียน ส่องประกาย มีความรู้สึกอยู่ที่มือ อยู่ที่สิ่งหนึ่งซึ่งอยู่ในมือ นั้นคือ อะตอม . อะตอมท่ามกลางแสงเทียน แม้ขณะนี้ เราไม่เห็นสิ่งใดเพราะเปลือกตายังปิดอยู่ แต่ก็ยังสัมผัสได้ ถึงสิ่งที่ไม่มีตัวตน สิ่งที่ไม่อาจพูดออกมาเป็นถ้อยคำ
ดวงตาเบิกกว้างอีกครั้ง เมื่อพี่มหาบัณฑิต มานั่งข้างหน้า พี่ชื่อพี่โป้ง จากภาคฟิสิกส์ ถ้าผมจำไม่ผิดพี่เขาอยู่รุ่นที่ ๑๖ นะ พี่ค่อยๆหยิบสิ่งที่อยู่ในมือ ค่อยๆเอื้อมมา ผ่านตาด้านซ้ายและด้านขวา ไปข้างหลัง และผูก ผูกสัญลักษณ์ตัวแทน ที่เก็บรวมเอาความรู้สึก ตลอดเวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ตลอดค่ำคืนที่ไร้ดาวคืนนี้ ลงไป ผูกภาพเหตุการณ์อันหลากความทรงจำเข้ามา แม้ตัวผมเองจะไม่ค่อยรู้สึกถึงพลังอะตอมในตอนแรก หรือตลอดการเชียร์ที่ผ่านมา ผมคิดว่าได้กับไม่ได้ ก็ไม่แตกต่างกันอย่างไร เพราะอะตอมก็เป็นเพียงตัวแทนของสิ่งๆหนึ่งเท่านั้น แต่ผมคิดผิด! เมื่อเส้นเชือกสัมผัสรอบวงคอ เมื่อน้ำหนักตกลงมา เมื่อเห็นมันอยู่ที่คอของเพื่อนรอบข้าง และกลับย้อนมาดูที่คอของเรา มันทำให้รู้สึกมีพลังอย่างหนึ่งอย่างน่าประหลาด สำหรับผมแล้วการเข้าเชียร์ก็เปรียบเสมือนการเรียนรู้สังคม การเรียนรู้ที่ใช้กิจกรรมมาเป็นสื่อกลางให้ได้เรียนรู้ กับเราที่ตอนแรกรู้สึกธรรมดา ว่าใส่หรือไม่ใส่ก็คงไม่แตกต่าง แล้วกับเพื่อนพี่ไม่ได้รู้สึกธรรมดาตั้งแต่แรกละ จะรู้สึกเพียงใด มันเป็นสิ่งที่มิอาจจะบอกได้จริงๆ
ประตูเปิดออกอีกครั้ง เพื่อนที่อยู่ข้างนอกห้องเชียร์ ร่วมเข้ามาแสดงยินดีกับเพื่อนที่อยู่ภายในห้องเชียร์ บ้างก็กอดคอกันร้องไห้ บ้างก็พูดอิจฉาเล็กๆ แต่เหนือสิ่งเหล่านี้ เราต้องถามตัวเองก่อนว่า นี่เราบรรลุเป้าหมายที่เราวางไว้หรือยัง
ใจของเรามันตอบว่ายัง กิจกรรมที่อยู่ตรงนี้ ณ ที่นี่ เวลานี้ มันเป็นเพียงความสำเร็จขั้นต้นเท่านั้น ความสำเร็จจริงๆอยู่ที่ใดนะหรือ…ผมคิดว่า มันไม่ใช่เพียงสี่ปี ที่เราจะได้ใช้ชีวิตร่วมกัน แต่เป็นระยะเวลา จนกว่าชีวาวายต่างหาก นั่นแหละคือจุดสุดท้ายของความสำเร็จ คือการที่เราอยู่รวมกัน เรียนร่วมกัน ทำงานร่วมกัน ร่วมทุกข์ ร่วมสุข พัฒนาสังคม และประเทศชาติให้พัฒนาไปยิ่งกว่าปัจจุบัน นี่คือหน้าที่ ที่เราต้องทำ และต้องทำให้ได้ แม้ไม่ได้สัญญาไว้กับผู้ใด แต่เรา…สัญญาไว้กับใจของเราเอง
ค่ำคืนนี้ก็จบลง เราไปกินข้าวต้มพร้อมๆกัน ก่อนขึ้นไปหลับนอน.สำหรับผู้ชาย นอนที่ชั้นสองหอประชุม จภ. หรือที่เราฝากกระเป๋านั้นแหละ แต่ผู้หญิง ไปนอนบนตึก จภ. ชั้น ๖-๗ (ถ้าจำชั้นไม่ผิด ) พี่ๆ ไม่ได้บังคับนอนตามบ้าน เราเลยเลือกทำเลนอนกันตามสบาย
วันต่อมา พวกเราผู้ชายไปอาบน้ำกันที่ ชั้น ๑-๔ ตึกอธิการบดี (ไม่แน่ใจว่าชื่อตึกคือชื่อนี้หรือไม่) เสร็จแล้วก็ไปกินข้าว เป็นบ้านอีกเช่นเคย มื้อนี้ สงสัยเก็บตกมาจากมื้อเมื่อคืน ก็คือ ยังเป็นข้าวต้มเช่นเดิม เอิ๊ก! แต่เรากินเพื่ออยู่ ก็เลยกินไป เดี๋ยวมะมีแรงทำกิจกรรม
ตกเย็นค่ำคืนนี้ มีการจำลองจัดซุ้มงาน โดยให้ชื่อว่างานวัด บ้านเอของเรา มีปัญหาเล็กน้อย เพราะตอนแรกเขาไม่อยากให้เปียก หรือเลอะเทอะ แต่ตอนหลัง เขาก็อนุญาตให้จัดได้ เจมส์ แสตมป์ และอีก 2 คน แสดงบทบาทเป็นสาวน้อยของบ้านเอในชุดกระโปรงนักศึกษา เตรียมรอเต้น หากโดนลูกโป่งน้ำปาโดน เรียกเสียงฮาได้เป็นอย่างดี ลูกโป่งบางลูกก็พลาดไปโดนแดนซ์เซอร์ ของบ้านเอที่อยู่ฉากหลัง
สำหรับผมแล้ว ผมรู้สึกผิดกับงานบ้านเหมือนกัน เพราะว่าไม่ได้ช่วยเขาทำอะไรเลย คือไม่รู้ว่าทำไมอยู่ดีๆมันก็เบื่อๆไม่อยากทำอะไรขึ้นมา เฮอออ…เลยรู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไหรเลย ต่อมา เราก็ไปหยิบกล้อง ไปดูการแสดงของแต่ละบ้าน และก็ถ่ายรูปเก็บเอาไว้
สำหรับฤทธิ์และก้องเองก็มีบทบาทไม่น้อยไปกว่าเจมส์เลย สำหรับฤทธิ์ แสดงในบทบาทสาวน้อยตกน้ำ นั่งท่าเซ็กซี่อยูเหนือถังน้ำ เรียกความฮือฮาได้อย่างดีเยี่ยม ส่วนก้องก็ไม่แพ้กัน การแสดงอะไรไม่แน่ใจนัก แต่แต่งตัวเป็นหญิงสาวเซ็กซี่เช่นกัน
ภายหลังจากจบงานวัดแล้ว เราก็มารวมกันที่บริเวณสนามบาส มีการแสดงประชันความสามารถของดาว เดือนแต่ละบ้าน ซึ่งกว่าจะจบทุกบ้าน ก็พาคนหายจากสนามบาสไปกว่าครึ่งทีเดียว เราเองจริงๆก็อยากไปเดินยืดเส้นยืดสายบ้างเหมือนกัน แต่ภายหลังจากรู้สึกผิดจากงานวัด ตอนนี้ก็เลยพยายามแก้ตัว ขอนั่งตรงนั้นไม่ไปไหนละกัน อย่างน้อยบ้านเอจะได้มีคนนั่งอยู่บริเวณนั้นมากขึ้นคนนึง
ภายหลังจากงานแสดงบริเวณสนามบาสจบลง เราก็ย้ายเข้าไปในหอประชุม จภ. เพื่อดูการแสดงของพี่ๆต่อ หอประชุม จภ. ตอนนี้ แตกต่างจากคืนก่อน เครื่องปรับอากาศ ที่เปิดเย็นฉ่ำรอไว้สร้างภาพให้นึกว่า เราไม่ได้เห็นหอประชุมเย็นฉ่ำเช่นนี้ มานานเท่าใดแล้ว คำตอบก็คือตั้งแต่ขึ้นบ้านใหม่ก็ว่าได้เลย
ภายหลังจบการแสดง ก็มีผูกสายสิญจน์ หรือบายศรีสู่ขวัญนั้นเอง จบการบายศรีสู่ขวัญ ก็เป็นการแด๊นซ์ สุดฤทธิ์กันต่อ เราก็อยู่จนถึงตีสามครึ่งแล้วก็ขึ้นไปนอน
สำหรับบายศรีสู่ขวัญ เท่าที่ฟัง มีคนนึงในสาขาคอมฯโชคดีเป็นพิเศษ คือ ได้ไฟมาด้วย อ๊ะๆ อย่าเพิ่งสงสัย เนื่องจากมือไปแตะเสาที่ตั้งไฟไว้ฉาย แล้วโดนไฟดูด อิอิ คนนั้นก็คือป้าย่น อ๊ะ ไม่ใช่สิ นู๋นุ่นนั้นเอง นู๋นุ่นเล่าให้ฟังว่า ตอนโดนไฟดูดไม่มีใครมาช่วยเลย คิดว่าคนข้างๆเข้าคงไม่รู้กระมังว่าโดนไฟดูด แต่ด้วยหน่วยพยาบาลที่ดีเลิศ ภายหลังเกิดเหตุ พี่บอย ก็รีบอุ้มออกมาข้างนอกทันที
ตื่นเช้าอีกวันแล้ว วันนี้ เรามีชุดเหมือนๆกันคือชุดประจำบ้าน ใส่อวดความหล่อ ความสวยได้เหมือนๆกันทุกคน วันนี้ก็มีการละเล่นในหอประชุม จภ. เล็กๆน้อยๆ และก็เก็บข้าวของ ประชุมสรุปผล และก็ ประกาศผลคะแนนของแต่ละบ้าน
ก่อนแยกย้ายกันกลับบ้าน ก็มีการแลกของบ้านกัน ซึ่งของบ้านนี้ เราก็ลืมไปแล้วว่ามีการทำด้วย สำหรับบ้าน A ก็อาศัยเส้นมักโรนีเป็นหลัก สำหรับเราก็เดินตะเวนๆแลกจบครบทุกบ้านแล้วก็รีบกลับ เพราะคุณพ่อออมมารับแล้ว.
Defined tags for this entry: camping
Last modified on 2005-07-11 00:52




Wed, 31.12.2008 13:42
ขับรถจากแยกสามย่านเลี้ยวเข้าถ. พญาไทเลี้ยวซ้ายเข้าทางจุฬาซ.42 แล้วก้อเลี้ยวซ้ายซอยแรกอยู่ด้ านซ้ายมือค่ะ