ผ่านไปแล้วสำหรับค่าย MCAD Boot Camp ที่ ขอนแก่น. มาเขียนช้าหน่อย แต่ก็ยังมีเรื่องให้เขียนมากมาย. ค่ายนี้เป็นค่ายปิดท้ายชีวิตนักศึกษา หรือช่วงก้าวแรกของชีวิตไปอย่างสมบูรณ์แบบ. หลายสิ่งหลายอย่างเป็นไปอย่างที่เราอยากให้เป็นไป ค่ายนี้เลยเป็นค่ายที่ประทับใจมากมาย.
เริ่มต้นด้วยวันแรกที่เราออกเดินทางจาก กรุงเทพฯ ช่วงค่ำ หลังจากกลับมาจากค่ายแด่น้อง โดยมีพ่อแม่ขับรถไปส่งเราที่นครชัยแอร์ เป็นครั้งแรกที่เราจะเดินทางไปต่างจังหวัดคนเดียว แบบชนิดที่ไปแล้วจะไม่เจอคนรู้จักคนใด. นั่งรถนครชัย เริ่มต้นก็มีปัญหาเลย เพราะเราจองตั๋วขึ้นไป คนข้างๆเป็นแม่ชี พนักงานดูแลรถ เลยต้องจัดการปรับเปลี่ยนที่ทางใหม่ให้ เราได้นั่งหลังสุด ไปถึงเป็นช่วง ตี 4 กว่าๆ เราก็ไม่รู้คิดอะไรของเราก็ขึ้นไปนั่งรถนครชัยแอร์ที่เตรียมไว้ เค้าไปส่งที่ม.ขอนแก่นเลย ตอนนั้นมึดมาก ตู นั่งกร่อยรอเช้าที่ตึกชีววิทยา ซึ่งมีแสงสว่างนิดหน่อย เพียงแต่ มีตัวคนเดียวเท่านั้นเอง
นั่งรอถึง 6 โมงครึ่งก็โทรหาพี่ป๋อง - Staff ดูแลค่าย เรื่องว่าจะต้องไปที่ไหนอย่างไร. ไปถึงตึกหลอดเจอพี่ประมวล ได้นั่งคุยกันพักใหญ่ ก่อนที่ เหมี่ยวกับอุ๊ (Staff) จะเข้ามาทักว่า "มาอบรม MCAD หรือเปล่าคะ" เราก็บอกว่าใช่ ม.ขอนแก่นดูดีกว่า คณะวิทยาศาสตร์ที่ลาดกระบังอีกแฮะ ความรู้สึกที่รู้สึกตอนนั้น เพราะมันมีทางเดินระหว่างตึก ต้นไม้ไม่เยอะ แต่อากาศไม่ร้อน
ตอนเข้าไปลงทะเบียน พี่แสบ ก็ถามว่าทำไมเราแต่งชุดอย่างนี้ (กางเกงขาสั้นเสื้อยืดรองเท้าแตะ) "ไปค่ายมาคับพี่" คำตอบที่บอกพี่เค้า. แล้วเราก็ไปนั่งหน้า รู้สึกว่าคนที่เรารู้จักชื่อเสียงเรียงนามคนที่ 2 ก็คือ "ติ่ง" น้องที่ตั้งใจเรียนหนังสือ กลับมาหอก็เห็นอ่านหนังสือทุกวัน.
วันแรกๆจะมีสันทนาการช่วงเย็น นำโดยพี่แสบ ทำให้เรารู้จักชื่อเพื่อนมากขึ้น แต่ Staff ก็ยังไม่รู้จักอยู๋ดีละหน่า. เป็นค่ายที่ไม่ค่อยมีโอกาสได้คุยกับ Staff เพราะดังแล้วแยกวง 5555 (ไปนั่งแยกจากกลุ่มคนอบรม)
เราไม่ได้สนิทกับทุกคน เพราะ พอเลิกเรียนตอนเย็น จะมีส่วนหนึ่งที่ไม่ได้เข้าอบรม หรือไม่ก็รีบกลับ เช่นเด็กม.ขอนแก่น จึงเป็นกลุ่มที่เราไม่ค่อยรู้จัก. ได้รู้จักคือ กลุ่มเพื่อนๆที่พักหอพัก 9 หลังที่ทาง Software Park จัดที่ทางไว้ให้.
เรื่องที่ตื่นเต้นตกใจก็คือ มีอยู่วันนึง (วันที่ 4 เมษาฯ) ติ่ง ซึ่งพักอยู่ห้องข้างๆเรา วิ่งโร่มาห้องเรา แล้วรีบร้อนเรียก "พี่ป๊อปครับพี่ป๊อป" เราก็คิดว่าต้องเกิดเรื่องอะไรกับโจโร่แน่ๆ (เพื่อนคนหนึ่งที่พักกับติ่ง เป็นธารัสสิเมียกับเบาหวาน) ไปถึงโจโร่กำลังชักอยู่ มือไม้กับขาขยับอยู่ตลอด แต่ไม่รู้สึกตัว พยายามทักว่ารู้สึกตัวมั๊ย ตอนนั้นไม่รู้ว่ารู้สึกตัวแต่ควบคุมร่างกายไม่ได้ หรือว่า ไม่รู้สึกตัวเลย. เราถามติ่งว่า โจโร่บอกให้ทำยังไงบ้างถ้าชัก เราจำได้เท่าที่โจโร่บอก Staff ตอนวันแรกว่า ให้เอาน้ำตาลก้อนยัดปาก. ติ่งนิ่งๆไม่ได้พูดอะไร. เราเลยคว้าน้ำตาลก้อนทีโจโร่ซื้อมาเป็นกล่อง มาแกะ มดดำวิ่งไปทั่วกล่อง เราเลือกหยิบออกมา 2-3 ก้อน ใจนึงก็ไม่อยากป้อนเข้าปากสักเท่าไหร่ กลัวติดคอตาย เพราะเท่าที่เคยเรียนมา เวลาชัก ห้ามป้อนอะไรเข้าปากเป็นอันขาด แถมนอนอยู่ด้วยเลยกลัวใหญ่เลย แต่เจ้าตัวบอกไว้ว่าให้ประถมพยาบาลอย่างนี้ เราก็เลยเอาเข้าปาก แต่ฟัน โจโร่เค้ากัดไม่มีช่องว่างเข้าปาก ก็เลยเอาน้ำตาลขูดๆกับฟันให้มันละลายเป็นผงๆ คุณยายโจโร่โทรมาพอดี ติ่งรับ ติ่งบอกว่า ยายให้เอาน้ำตาลก้อนเข้าปากประมาณ 20 ก้อน เราก็ถาม 20 ก้อนเลยหรอ ก็เลยพยายามยัดก้อนแรกเข้าไป หมดก้อนแรกปุ๊ป โจโร่ เหมือนจะดีขึ้น (หรือเปล่า) ไม่กระตุกแล้ว แต่เฮ่ย ทำไมนิ่งท่าเดิมอย่างนั้นละ.
ตกใจอยู่ดีครับ เฮ้ย ยังหายใจอยู่เปล่าวะ พยายามทักว่ารู้สึกตัวมั๊ย เหมือนจะยังไม่รู้สึกตัว คลำหัวใจไม่เจอ (ไม่เต้น) (รึเปล่า?) ระหว่างตกใจอยู่ประมาณ 10 วิฯ ว่าจะทำยังไง โจโร่ก็เริ่มกลิ้งไปมา แต่ไม่รู้รู้สึกตัวแล้วหรือยัง เรียกอยู่บ่อยๆ รู้สึกจะยังไม่รู้สึกตัวแฮะ เจ้าตัวเริ่มกลิ้งไปมา ชนโต๊ะข้างเตียง เลยให้เขียว เพื่อนข้างห้องอีกคน มาช่วยจับ พยายามเอาโจโร่ลงมาจากเตียง โทรไปาหาพี่ป๋องที่ดูแลค่าย ถามว่าจะเอายังไง ให้ผมยัดน้ำตาล 20 ก้อน หรือจะพาส่ง รพ. (แต่เราก็คิดว่ายังไงก็ต้องส่งรพ.อยู่แล้วละ) พี่ป๋องบอกพาส่งโรงพยาบาล รอพี่ป๋องมา เราก็โทรหาคุณแม่โจโร่ เล่าให้ฟังว่า โจโร่ชัก ให้กินน้ำตาลไปแล้ว 1 ก้อน แต่เจ้าตัวยังไม่รู้สึกตัว. คุณแม่บอกด้วยอาการไม่ตกใจเหมือนเรา ว่าให้กินน้ำตาลเยอะๆ หรือไม่ก็น้ำหวาน อย่างน้อยทำให้เราเย็นใจลงได้บ้าง ว่าน่าจะเป็นอาการปกติ ที่เกิดขึ้นบ่อยๆ สักพักพี่ป๋องก็มาพร้อมคุณยาม ก็ช่วยกันลากโจโร่ลงบันได ลงมาขึ้นรถกระบะ จำชือ่ได้แน่เขียว แต่น้องอีกคนนึงจำชื่อไม่ได้ ก็มาช่วยกันจับโจโร่ที่ cap ท้ายกระบะ เราก็พยายามเอาน้ำตาลเข้าปากต่อ จนถึงโรงพยายาบาล ก็พาเข้าห้องฉุกเฉิน. เราก็บอกหมอว่า คนไข้เป็นธารัสสิเมียกับเบาหวาน เจ้าตัวบอกว่าถ้าชักให้กินน้ำตาล โทรถามคุณแม่บอกว่า ให้หมอฉีดอินซูรินแล้วจะดีขึ้นทันที ตอนนี้ผมให้กินน้ำตาลไปแล้ว 3-4 ก้อน คนไข้มีนัดถ่ายเลือดที่โรงพยาบาลวันนี้. แจงรายละเอียดเสร็จ หมอก็ถามรายละเอียดเกี่ยวกับคนไข้ เราไม่รู้ เลยต่อสายคุณแม่โจโร่ให้. ให้ติ่งเพื่อนร่วมห้อง ดันไม่ได้มาด้วย ตอนลงมาเราก็ยังจัดการไม่ถูก เห็นติ่งยืนอิ้งๆอยู่ ไม่ทันได้บอกว่า ติ่งต้องมาโรงพยาบาลด้วย ส่วนรายละเอียดเลยต้องโทรไปถามติ่ง น้องสองคนที่มาพร้อมกันกับเรา รีบหิ้วโจโร่ขึ้นรถกระบะมา เลยไม่ได้ใส่รองเท้าสักข้างเดียวทั้งสองคน ตอนขากลับขึ้นรถ เลยเดินเท้าเปล่ากันมา.
ตอนออกจาก รพ. โจโร่นิ่งหลับไปแล้ว คุณหมออยากให้นอนค้าง รพ. เราเลยโทรบอกแม่ แม่บอกเดี๋ยวให้ตามาช่วยอยู่กับหลาน. กลับไปที่หอเก็บข้าวของโจโร่ที่อาจจะใช้ระหว่างค้างรพ. ก่อน เราก็อาบน้ำ แล้วกลับมาจุดอบรม เรื่องนี้สอนเราอยู่หลายเรื่อง หนึ่งคือ เบอร์โทรฉุกเฉิน เวลาตกใจนี่ลืมนึกถึงเลยว่าควรโทรหาคุณแม่เป็นอันดับแรก สองเลยคือเบอร์โรงพยาบาลในที่ที่เราไปอยู่ สามเลยคือ เอาตัวคนที่รู้เรื่องเหตุการณ์หมดไปด้วย
ตอนเย็นวันนั้นก็ไปเยี่ยมโจโร่กัน. โจโร่กำลังให้เลือดอยู่ [ถ่ายเลือดออกไปแล้ว] ตอนนี้ถ่ายเลือดเข้าตัว. ช่วงที่คุยกับโจโร่ ได้ความรู้ทางแพทย์หลายอย่าง.
ช่วงเวลาที่อยู่ค่าย เรารู้จักกับน้อง/ เพื่อน หลายคน สัก 50% ของคนในค่ายทั้งหมดได้. คุยถูกปากและรู้สึกดีกับทุกคนเลย
ตอนกลับมาจากค่าย เรากลับมาอย่างมีความสุขเต็มเปี่ยม ว่านี่แหละคือค่ายปิดท้ายชีวิตนักศึกษาเรา เป็นค่ายอย่างที่เราหวังไว้จริงๆ.
Comments
Mon, 23.06.2008 00:15
good idea
Fri, 20.06.2008 00:50
โอ้ ปั้นหมีโหดมั่งๆ อิ อิ
Thu, 19.06.2008 11:46
ขอบคุณมาก ๆ เห็นแล้วอมยิ้มแก้ม ปริ ^^
Thu, 19.06.2008 11:37
เห็นแล้ว แอบอมยิ้ม น่ารักมาก ๆ ค่ะ